สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และ สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ ตอนที่ 1

 

safety12ตรงกันข้ามกับคริสเตียนในปัจจุบัน ระบบคำสอนซึ่งวางอยู่บนศีลธรรมและจิตวิญญาณปริสุทธิ้ที่เรียกร้องส่มนุษย์ และขอบข่ายที่ไม,ออกนอกการเผยแผ่ศาสนาและความพยายามในการชี้นำมนุษย์ อิสลามเป็นระบอบที่ปฏิเสธการจำกัดตัวเองอยู่เพียงในพิธีกรรมทางศาสนา การเรียกร้องซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อกิจกรรมและการต่อ!’ ความต้องการแผ่ขยายและแผ่กระจายสารแห่งเอกเทวนิยม การปฏิบัติอย่างประณีตต่อกฏหมายและคำสังทั้งชีวิตในด้านวัตถุและจิตวิญญาณของมนุษย์ รวมทั้งการเข้าร่วในสงครามต่างๆ โดยตรงของท่านศาลนทูตผู้สูงส่ง ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า ระบบรัฐในอุดมคติของอิสลาม มีเป้าหมายอยู่ที่การสถาปนาการปกครองที่การปลดปล่อยอุดมคติจะอนุญาติให้มนุษย์ค้นพบตัวเองอีกครั้งหนึ่ง  ห่วงยางและเลือกรูปแบบการดำรงอยู่ที่แท้จริงของมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้นการปกครองที่อิสลามมุ่งหมายจะสถาปนาขึ้นจะป้องกันศาสนาแห่งเอกเทวนิยมด้วยความเด็ดขาดที่จำเป็นในการยับยั้งการคุกคามใดๆ ต่อดินแดนอิสลาม และทำให้กฎหมายของพระเจ้ามีผลด้วยความระมัดระวังและความเทียงตรงการปกครองดังกล่าว ความสามารถในการให้คำตอบต่อหน้ากฎหมายของพระเจ้า จะไมพร้อมที่จะประนีประนอมกับกฎหมายเหล่านั้นอย่างไรก็ตาม อย่างน้อย ต่อหน้าความกดดันและความเป็นปฏิปักษ์ของดัตรูอิสลาม ไม่ว่ารูปแบบของความเป็นศัตรูจะเป็นอย่างไร มันจะไม่เคยละทิ้งคำสั่งของพระเจ้า หรือละทิ้งการทำให้บรรลุผลสำเร็จโดยทั่วไป เมื่อผู้นำทางศาสนาแยกออกจากสถาบันการปกครองศาสนาก็ยังคงไม่เข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในปัญหาเรื่องการปกครองทางการเมืองสันโดษตัวเองด้วยการเผยแผ่และตักเตือนผู้คน ศาสนา1ไม่มีผู้คํ้าประกัน’

ในสังคม ถึงแม้ถ้าผู้คนถูกทำให้รับรู้คำสอนของศาสนาโดยอิทธิพลของนักวิชาการและนักคิด และพยายามทำให้คำสอนดังกล่าวประสบความสำเร็จในชีวิตของตน ซนชั้นปกครองจะพยายามด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อกีดกันปริมาณความสำเร็จที่รับประกันความสุขของมนุษย์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสั่งของพระเจ้าที อาจคุกคามอิทธิพลของพวกเขา พวกเขาจะไปไกลยิ่งกว่านั้น โดยทำให้แผนการที่คำนวนไว้อย่างรอบคอบแล้วให้ประสบผลสำเร็จเพื่อคํ้ายันการปกครองและปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาทั้งในระยะสั่นและระยะถ้าโดยเหตุนั้นศาสนาถือว่าคำสอนของตนเองเป็นแหล่งแห่งความรอดพ้นและความสุขของสังคม ศาสนาต้องให้ระบบความคิดแก่ระบบการปกครองนำเสนอระบบการปกครองที่จัดเตรียมกฎหมายและคำสั่งที่จำเป็นไว้ให้เพียงหลังจากนั้นศาสนาก็สามารถจัดตั้งศาสนาในสังคมและหนทางที่ซัดเจนสำหรับความก้าวหน้าของศาสนาแห่งพระเจ้าได้ทั้งในศาสนาอิสลามและศาสนาเอกเทวนิยมที่มาก่อนหน้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ความสนใจไปยังการจัดตั้งระบบการปกครองที่เหมาะสม ตรรกะทั้งหมดที่สนใจสำหรับผู้ก่อตั้งสำนักคิดต่างๆ ทางศาสนา ไม่ต้องการที่จะละทิ้งผลพวงความพยายามของพวกเขาสู่การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ แพยางหงส์ราคา การปกครองอิสลามคือ การบริหารการปกครองของประซาชาติอิสลามบนพื้นฐานของกฎหมายอิสลาม เริ่มตั้งแต่การอพยพของท่านศาสดาและการมาถึงเมืองมะดีนะฮ์ของท่าน นับจากนั้นที่ระบบการปกครองอิสลามเริ่มต้นก่อรูปร่างขึ้นจากวันแรกเริ่มที่ท่านศาสดาปูพื้นฐานแห่งเอกเทวนิยมอิสลาม ถึงแม้ว่าจะมืความเป็นปฏิปักษ์จากการฉ้อฉลและการหลงทางของพวกผู้ตั้งภาคีซึ่งถูกทิ้งไว้ที่เมืองมักกะย์และเริ่มแผ่ขยายอำนาจของอิสลามในเมืองมะดีนะฮ์ในทุกๆ ต้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ท่านมอบความไว้วางใจในการบริหารสัดการเรื่องราวต่างๆ ที่ต้องรับผิดชอบ และองค์ประกอบที่สามารถทำได้ เพื่อว่าพวกเขาอาจจะมืส่วนทำให้ประชาคมมีความก้าวหน้าตลอดการต่อสัและสงครามที่เกิดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคที่ขวางกั้นอยู่ในหนทางการแผ่ขยายสัจธรรมและสถาปนาความยุติธรรม ดินแดนใหม่ๆ เข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมของมุสลิม ท่านศาสดาสามารถเลือกผู้ปกครองและผู้พิพากษารวมทั้งครู ซึ่งมืภาระหน้าที่ในการสอนศาสนาแก่ประชาชนขึ้นมาในดินแดนเหล่านั้นในทันทีทันใด การปกป้องคุ้มครองยังขยายออกไปยังดินแดนที่ไม่ใช่มุสลิมด้วย  ห่วงยางเล่นน้ำให้เช่า ดินแดนเหล่านี้และสิ่งที่เป็นคุณค่าทางวัฒนธรรมของมนุษย์เป็นสิ่งที่พวกเขาถนุถนอมไว้คัมภีร์อัลกุรอานรับรู้ว่าท่านศาสดาทำหน้าที่ผู้ปกครอง

608a927adaaa8251fd163bad

(ฮาทีม) และผู้พิพากษา (กอฎี) ดังที่กล่าวถึงท่านต่อไปนี้”ดังนั้น เจ้าจงตัดสินสินระหว่างพวกเขา ด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานลงมาเถิด และจงอย่าปฏิบัติตามความใคร่ใฝ่ตาของพวกเขาบรรดาศาสดาคือผู้สถาปนาการปกครองของพระเจ้าบนโลกนี้อย่างแท้จริง และพวกเขาเป็นผู้สร้างแหล่งทรัพยาการสำคัญในการสถาปนาการปกครองที่เที่ยงตรงซึ่งจะรักษามวลซนส่วนใหญ่ของประชาซนเอาไว้คัมภีร์อัลกุรอานได้กำหนดตำแหน่งผู้นำไว้ไม่เพียงท่านศาสดาแห่งอิสลามเท่านั้น แต่สำหรับยูซุฟ (โจเซฟ) ด้วย”เมื่อเขา (ยูชุฟ) บรรลุวัยหนุ่มฉกรรจ์ของเขา ห่วงยางลอยตัว เราได้ให้ความสุขุมรอบคอบและวิชาการแก่เขาและเช่นนั้นแหละ เราตอบแทนแก่บรรดาผู้กระทำความดี.”คัมภีร์อัลกุรอานกล่าวถึงดาวูด (เดวิด) ดังต่อไปนี้”โอ้ดาวูดเอ๋ย ! เราได้แต่งตั้งเจ้าให้เป็นตัวแทนในแผ่นดินนี้ ดังนั้นเจ้าจงตัดสินคดีต่าง ๆ ระหว่างมนุษย์ด้วยความยุติธรรม และอย่าปฎิปติตามอารมณ์ใฝ่ตา มันจะทำให้เจ้าหลงไปจากทางของอัลลอฮ์” กฎหมายอิสลามเกี่ยวกับการลงโทษที่แน่นอนตายตัวและการจ่ายเงินซดเชยหนี้เลือด รวมทั้งหัวข้อบทบัญญ่ติอื่นๆ นับได้ว่าเป็นหลักหนึ่งของระบบการปกครองอิสลามที่สถาปนาขึ้นโดยท่านศาสดาตำแหน่งการปกครองของท่านศาสดามีมิติอื่นๆ  เสื้อชูชีพ ที่สำคัญ นั่นคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อให้การเรียกร้องสู่อิสลาม การอธิบายรายละเอียดกฎหมายและคำลังของพระเจ้าสู่มนษย์มีความแข็งแกร่ง’ขึ้น รวมทั้งมโนคติเกี่ยวกับคัมภีร์ของพระเจ้าในมนุษย์เพื่อว่าพวกเขาจะได้รับเป้าหมายอันสูงส่งที่อิสลามได้กำหนดไว้คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวไว้ดังต่อไปนี้เกี่ยวกับมุมมองนี้ของภาระหน้าที่ของท่านศาสดา”พระองค์ทรงเป็นผู้แต่งตั้งศาสดาขึ้นคนหนึ่งในหมู่ผู้ไม่รู้จักหนังสือจากพวกเขาเองเพื่อสาธยายโองการต่าง ๆ ของพระองค์แก่พวกเขา และทรงทำให้พวกเขาผุดผ่อง และทรงลอนคัมภีร์และความสุขุมคัมภีร์ภาพแก่พวกเขาและแม้ว่าแต่ก่อนนี้พวกเขาอยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้งก็ตาม”

ห่วงยางนกฟลามิงโก้

คนที่ปวดหลังสามารถรักษาได้เองง่ายๆโดยการบริหารร่างกายเป็นสัดส่วน

เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้แล้วคำถามคือ เหตุใดเราจึงยอมปล่อย ให้ตนเองพึงพอใจอยู่กับบุคลิกภาพที่ไม่สมบูรณ์นี้? มันเป็นเพียงการ สะท้อนภาพตัวเองกลับส่สายตาของเรา  บาร์โหนเพิ่มความสูง เรามักได้ยินคนพูดกันบ่อย ไม่ใช่หรือว่า “เขาก็โอเคนะ แต่…!’’ บางทีบุคลิกภาพที่ยังเป็นปัญหานี้ ยังคงไม่น่าเป็นที่พึงพอใจ การเดินของเราอาจดูเซื่องช้าเกินไป หรือเป็น โรคชอบถือตัวเองเป็นใหญ่ ไม,ว่าจะอย่างไรก็ตาม สิงเหล่านี้ควรถูก กำจัดออกห่าง1ไว้เป็นดีที่สุดบุคคลที่มีบุคลิกที่แข็งแกร่ง1ไม่ควรเป็นกังวลเมื่อโดนดูถูก ตรงจุดอ่อนจากผู้ที่มีตำแหน่งตํ่ากว่า บางคนเลือกที่จะแก้ไขสิ่งนั่นให้ สมบูรณ์ขึ้นกว่าคนที่ดูถูกเขา ส่วนบางคนพัฒนาคุณสมบัติอื่นที่ดี ขึ้นมาทดแทน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที,คนทั่วไปเรียกว่าความรัก เป็นสิ่ง ที่เป็นผลมาจากความละเอียดอ่อนที่มีติดตัวมาแต่กำเนิด บุคลิกภาพ“บุคลิกภาพ” กำลังกลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของ คนเรามากขึ้นทุกวัน ไม่มีวันใดที่คำกล่าวนี้ไม่เป็นจริง ในสมัยก่อน คุณสมบัติที่สำคัญนี้ไม่ได้เรียกกันว่าบุคลิกภาพ ในยุคสมัยที่คุณพ่อ ของเรายังหนุ่ม เราคงจะเคยได้ยินคำพูดจำพวก ‘‘บุคคลไม่ธรรมดา’’ ‘‘บุคคลที่มีความสามารถปีง” ‘‘บุคลิกที่แข็งแกร่ง” ‘‘มีความสำคัญ อย่างน่าวิเศษ’’ และอื่นๆ ที่มีความหมายคล้ายๆ กัน ซึ่งในยุคของ เราพบว่าในโลกแห่งความเป็นจริงนี้ บุคลิกภาพนั้นหมายถึง การ ผสมผสานกันของคุณสมบัติที่ดีที่สุดและเป็นไปได้ของบุคคลนั้นอย่าง สมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งเป็นคำจำกัดความที่ให้ความหมายได้ครอบคลุม ที่สุด แน่นอนว่าแต่ละคนมีบุคลิกภาพเฉพาะของตัวเอง และไม่ว่า จะมีอยู่มากน้อยแค่ไหนก็ตาม บาร์โหนแก้ปวดหลัง การมีอยู่นั้นมีค่านักคุณสมบ้ต คือ ผลของต้นไม้ ที่เมื่อนำไปปลูกแล้วจะกลาย เป็นต้นไม้ที่แข็งแกร่ง ส’วนบุคลิกภาพ คือ ตัวตนข้างในที่แสดงออกมา ภายนอก มันแสดงถึงชัยชนะต่อความอ่อนแอทั้งหมดที่มีและสร้าง ความแข็งแกร่ง หรือความหนักแน่นขึ้นในจิตใจของผู้ที่ได้พบเห็นด้วยบุคลิกภาพนี้ รากฐานของเราจะแข็งแกร่ง และเมื่อ ได้ยืนอยู่บนฐานแห่งนี้ เราจะยืนขึ้นได้อย่างมั่นคง และมีชีวิตที่สงบ และเยือกเย็น มีความสำเร็จอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด ในขณะเดียวกันที่ สุขภาพและจิตวิญญาณของความเป็นหนุ่มสาวก็จะยังคงอยู่เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเดินเข้าหาคนๆ หนึ่งโดยที่ไม่รับรู้ถึงบุคลิกภาพเดๆ ของเขาเลย บุคลิกภาพจะสะทอนออกมาเหเห็นดนเอง 4งคน^ความสำเร็จค่อนข้างน้อย ร่างกายที่ยาแย่ เช่นเดียวกับ ที่เราต้องเห็นจากผู้ที่มีพัฒนาการทางด้านร่างกายอย่างสูงสุด คนที่มี บุคลิกภาพที่แข็งแกร่งจะเป็นคนสุดท้ายที่ยอมตาย การที่พวกเขาตุน ความเป็นนักล้ ได้นำพาให้ได้เป็นตัวตนที่เหนือความเป็นจริงของตัว ตนเดิม เป็นอีกครั้งหนึ่งที่จิตใจได้แสดงศักยภาพของมันให้ได้เห็น อเล็กซานเด’อร์ โป้ป ยังคงเขียนหนังสืออยู่ในขณะที่ร่างของเขา นอนอยู่บนเตียงหลังสุดท้ายของเขา มาร์ค ทเวนยังคงกล่าวเล่นหัว กับเพื่อนในขณะที่รู้ตัวว่าชีวิตของเขากำลังอยู่ในความเสี่ยง พร้อมกลายเป็นนิสัยและอยู่ล้เคียงข้างเรา ไม่ว่ากลางวันหรือ กลางคืน ดังเซ่นเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ยกสะพานให้เรือแล่นผ่าน และ แน่นอนครับว่า เรากำลังใกล้เข้าทุกทีแล้ว!นอกเหนือจากพลังงานและความกระตือรือร้นแล้วยังมี บางสิ่งที,ละเลยไม่ได้ อันที่จรืงแล้วมันจะต้องได้รับการปลูกฝัง และป้องกันเสียตั้งแต่เริ่มแรกที่สุด หัวเราะเสีย แค่ได้เป็นเจ้าของ พลังงานและความกระตือรือร้นเราก็จะเกิดความร้สีกอยากจะ หัวเราะ กระโจน  บาร์โหนติดประตู กระโดด เต้นรำ และร้องเพลง อย่ากลัวความ ร้สีกเซ่นนี้ อย่ากลัวที่จะทำตามหัวใจต้องการ ออกไปล่โลกกว้าง วิ่งเหมือนกับเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ กระโดดข้ามรั้ว สะบัดแขนเหวี่ยง ไปมา อย่าพลาดโอกาสที่จะใกล้ชิดกับธรรมชาติ และเมื่อเราตื่นขึ้น มาในตอนเข้าให้เราตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า ไม่ว่าอย่างไรเสีย เรา จะเริ่มต้นวันใหม่ด้วยเสียงหัวเราะที่แข็งแรง หัวเราะเพราะสนุกกับ ชีวิตได้อย่างเต็มที่ หัวเราะให้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ปลดปล่อยตัวเอง นี่แหละครับความสับในการปลดปล่อยตัวเอง!หากเราได้สังเกตติดตามสิงที่ลงมือทำอย่างดีแล้ว เรา จะตกใจกับความสำเร็จที่เกิดขึ้น ปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลาย ออกจากเส้นทางที่ทอดยาวเบื้องหน้า

บาร์โหน

นักดำน้ำได้อธิบายเกี่ยวกับคลื่นใต้น้ำและการใช้อุปกรณ์ในการดำน้ำ

ใต้คำอธิบายในลักษณะที่ว่านี้…ยังได้มอง “ความมีชีวิต” จาก จุดเริ่มต้นตั้งแต่ยังไม่มีรูปร่างหรือมีรูปทรงแบบวัตถุสาร แต่อุบัติขึ้นมาใน รูปการณ์ของ “การรับรู้” หรือ “ความรู้สึก” หรือที่ท่านพุทธทาสภิกขุใช้คำ เรียกว่า “ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ” เรือยางไวนิล อันเป็นสิ่งที่สามารถดำรงอยู่ ภายใต้สภาพแวดล้อมใดๆ ก็ได้ แม้กระทั่งสภาพที่.. “โลกยังคงเป็นลูกไฟ ที่ลุกโพลง” อยู่ก็ตามแต่ “ความมีชีวิต” ภายใต้ความหมายในลักษณะที่ ว่าก็มีอยู่แล้ว จนเมื่อแต่ละสิ่งแต่ละอย่างดำเนินไปตามเงื่อนไขและเหตุ ปัจจัย หรือดำเนินไปตาม “กฎเกณฑ์แห่งความมีชีวิต” ความมีชีวิตก็ สามารถแสดงตัวตนออกมาโดยอาศัยบรรดาธาตุต่างๆ ประกอบขึ้นมา เป็นรูปทรงสสาร หรือเป็น “ลังขาร” พร้อมกับแปรเปลี่ยนความรับรู้เหล่า นั้นให้กลายเป็น “ประสาทสัมผัส” หรือ “อายตนะ” ที่ไม่ได้จำกัดกรอบ เอาไว้เพียงแค่การรับรู้โดย “ประสาทสัมผัสภายนอก” แต่เพียงเท่านั้น แต่ ยังหมายรวมถึง “ประสาทสัมผัสภายใน” อันเป็นการรับรู้ทางอารมณ์หรือ การรับรู้ทาง “จิต” ควบคู่ไปด้วย…
การให้ความยอมรับต่อกฎเกณฑ์ที่เป็นตัวควบคุมบังคับกันมาตั้ง แต่จุดเริ่มต้นเช่นนี้ ทำให้มุมมองของฝ่ายศาสนาที่มีต่อการเปลี่ยนแปลง หรือการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต จึงย่อมไม่ได้เป็นไปอย่างสะเปะสะปะ หรือเป็น1ไปโดยอุบัติเหตุ,ความบังเอิญที่มีที่มาจากสสารหรือสารเคมี ภายในร่างกายแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมองไปถึงเงื่อนไขและเหตุ ปัจจัยต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นมาในการรับรู้หรือในวิญญาณของสิ่งมีชีวิต นั้นๆ ด้วย…คำตอบ-คำอธิบายของศาสนาต่างๆ ที่มักจะเป็นไปในลักษณะเช่นนี้ ว่าไปแล้วคงไม่ได้อาศัยเพียงแค่จินตนาการ,หรือการผูกเรื่องผูกราวขึ้นมาเอง  เรือยางลำใหญ่ โดยปราศจากกระบวนการค้นคว้าหาข้อพิสูจาทห้กับคำตอบ-คำอธิบาย ทำให้กลายเป็น วิญญาณแห่งชุมชน,แห่งรัฐ,แห่งอาณาจักร ฯลฯ หรือเป็น เทพเจ้าจำนวนนับเป็นล้านๆ องค์ได้ถูกยกระดับจนกลายมาเป็น “วิญญาณ สูงสุด” ที่ไม่ได้เป็นเพียงคำตอบ-คำอธิบายเพื่อสร้างความกลมกลืนให้กับ ชุมชน,เผ่าพันธุหรืออาณาจักรหนึ่งอาณาจักรใดโดยเฉพาะ แต่กลายเป็น คำตอบ-คำอธิบายที่นำไปสู่ความพยายามสร้างความกลมกลืนให้กับ มนุษยชาติทั้งมวล,กับสรรพชีวิตทั้งหลายและสภาพแวดล้อมทาง ธรรมชาติที่ดำรงอยู่บนโลกใบนี้ หรือได้กลายเป็น “วิญญาณสากล”ที่เป็น เสมือนหนึ่ง “จุดมุ่งหมายของความเป็นมนุษย์”ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที.,, “พระเจ้าของ1ซาวยิว” ที่ได้ถูกอธิบายเอาไว้ในพระดัมภีรไบเบิลภาค “พันธะสัญญาเก่า” ที่ทรงแสดงรูปร่างสักษณะออกมาในรูปของ “ลูกไฟ” ที่ลุกโพลงอยู่ในพุ่มไม้ หรือ “แสงสว่าง” ที่ปรากฏตัวขึ้นมาบน “เสาเฆม” ดำน้ำได้ถูกอธิบายใหม่ในฐานะ “พระเจ้าของมวลมนุษยชาติ” โดยพระเยซู คริสต์และอัครสาวก ดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์ฯภาค “พันธะสัญญาใหม่” ที่“อัคร’ฑูตยอหน” ระบุเอาไว้ในฐานะที่พระผู้เป็นเจ้าได้กลายเป็น “คำพูด” หรือ “พระวาทะ” หรือเป็นกฎเกณฑ์บางอย่างที่เป็นผู้ออกแบบวาง ระเบียบให้กับสิ่งต่างๆ ผ่านทาง “คำพูด” หรือ“กฎ” หรือ “เจตนา” ที่ พระองค์ต้องการให้เป็นไปอย่างนั้น…ในบท“กิตติคุณของพระเยซูคริสต์”ได้บรรยายเอาไว้ว่า…“ในปฐมกาล พระวาทะดำรงอยู่ และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า เรือยางสูบลม  และพระวาทะทรง เป็นพระเจ้า” และ “พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ ใน บรรดาสิ่งที,เป็นมานั้นไม่มืสักสิ่งเดียวที่เป็นมานอกเหนือพระวาทะ…”รูปร่างลักษณะของพระผู้เป็นเจ้ายังได้ถูกอธิบายด้วยลักษณะที่ซับ ซ้อนยิ่งขึ้นไปอีกเช่น…“พระเจ้าทรงเป็นความสว่างและความมืดใน พระองค์ใม่มีเลย”,“พระองค์ทรงอยู่ในโลกซึ่งพระเจ้าทรงสร้างขึ้นมาทาง พระองค์แต่โลกหาได้รู้จักพระองค์ไม่”,หรือ “เราคืออัลฟาและโอเมกา เป็น

เรือยาง

การจินตนาการหรือการมีความคิดสร้างสรรค์สามารถทำผลงานได้ออกมาดี

จากความเชื่อว่าเขาได้รับอิทธิพลของพลังเหล่านี้ที่เกี่ยวข้องกับ ตัวมนุษย์เขาจึงได้นำเอากรรมวิธีตังกล่าวไปทำการรักษาคนไข้ทั่วยุโรป จน วิธีการรักษาของเขา เรือยางไวนิลได้รับความนิยมถึงขั้นที่ในช่วงปีค.ศ.1784จำนวนคนไข้ ทั่วทั้งยุโรปที่เดินทางมาทำการรักษากับเขาในแต่ละปี มีจำนวนสูงถึง 8,000 คน…แต่ในขณะที่ชื่อเสียงและแนวความคิดในเรื่องนี้ของเขาได้ถูก เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ในช่วงปี ค.ศ.1784 คณะกรรมการ ราชบัณฑิตยสถานด้านวิทยาศาสตร์ของฝรั่งเศส ซึ่งได้รับอำนาจจาก พระเจ้า “หลุยลัที่ 16” ก็ได้ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อทำการสอบสวนกรรมวิธีในการรักษาคนไข้ของ “เมสเมอร์” รวมทั้ง แนวคิดประหลาดๆ ของเขาด้วย ซึ่งหนึ่งในคณะกรรมการชุดนั้น ก็คือนัก วิทยาศาสตร์ชื่อตังอย่าง “อังตวน ลาวัวซิเอร์” ผู้เคยแสดงความเชื่อมั่น กับแนวคิดแบบเป็นวิทยาศาสตร์จนถึงกับประกาศเอาไว้ว่า…“ก้อนหินจะ ตกลงมาจากท้องฟ้าไม่ได้” นั่นเอง…ภายหลังจากการสอบสวนของคณะกรรมการชุดดังกล่าว ก็ได้มีมติ ออกมาเผยแพร่ในวงการวิทยาศาสตร์ว่า ไม่ว่าในด้านแนวความคิดหรือ กรรมวิธีในการรักษาคนไข้ของ “เมสเมอร์” นั้นเป็น “การต้มตุ๋น”…ส่วน เหตุใดที่บรรดาคนไข้ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการต้มตุ๋นเซ่นนี้ถึงรู้สึกว่า ต่างก็มีอาการดีขึ้นเป็นจำนวนไม่น้อย ข้อสรุปของคณะกรรมการสรุป ว่า…เนื่องมาจากคนไข้เหล่านั้น…“จินตนาการไปเอง”…???หลังจากที่คณะกรรมการสอบสวนชุดนั้นได้มีมติเซ่นนี้ไปแล้ว ทำให้ ชื่อเสียงของนายแพทย์ “เมสเมอร์” ถูกทำลายอย่างย่อยยับจนไม่อาจ เรือยางลำใหญ่  ให้การรักษาคนไข้รายใดได้อีกต่อไป และอีกไม่นานนักในช่วงการปฏิวัติ ฝรั่งเศส เขาก็ถูกบังดับให้เนรเทศตัวเองออกจากฝรั่งเศสจนไปจบชีวิตที่ ลอนดอนประเทศอังกฤษในเวลาต่อมา…ในปีค.ศ.1844 นักทิเสิกลัเคมีชาวเยอรมันอีกรายหนึ่งชื่อว่า “คาร์ล ไรเชนบัค” ซึ่งกำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในวงการอุตสาหกรรมเคมี อัน เนื่องมาจากการค้นพบวิธีการแยกนั้ามันพาราฟัน อยู่มาวันหนึ่งเขาได้พบ กับเพื่อนศัลยแพทย์รายหนึ่งในกรุงเวียนนาที,เล่าให้เขาฟังถึงสิ่งผิดปกติ บางอย่างที,ตนเองได้พบเห็นจากคนไข้บางราย ที่ดูเหมือนเป็นผู้ที่มี “พลัง วิเศษ” บางอย่างและพลังเหล่านั้นมีความสัมพันธ์มีปฏิกริยากับแม่เหล็ก ทั้งหลาย จากคำบอกเล่าดังกล่าวทำให้ “ไรเชนบัค” เกิดความสนใจที่จะ ทดลองค้นคว้าเรื่องราวเหล่านี้ โดยเฉพาะในแง่ที่ว่า…อะไรคือสาเหตุที่ ทำให้เกิดอิทธิพลบางอย่างระหว่างแม่เหล็กกับมนุษย์ที่มีชีวิต…หลังจากที่เขาได้ทดลองค้นคว้านานนับปี เขาได้สรุปว่า…เขาได้ค้น พบพลังบางอย่างที่อยู่ในรูปในอยู่รูปของ “โครงสร้างที,เป็นผลึก” ที, เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตในรูปลักษณะเดียวกันกับแม่เหล็ก ซึ่งเขาได้เรียกสิ่ง เหล่านี้ว่า “โอไดร์” (Odyle) หรือ “พลังโอดิค” (Odic Force) และได้ดีพิมพ์ ทัศนะแบบวิทยาศาสตร์” หรือเปล่า…??? ที่มันก่อให้เกิดพิษภัยอันน่า สยดสยองบังเกิดต่อสรรพชีวิตทั้งหลาย,ต่อมนุษยชาติ,ต่อธรรมชาติสิ่ง แวดล้อมทั่วทั้งโลก…ถ้าหากมันเป็นไปเช่นนั้น ไม่เพียงแต่เฉพาะ “นัก วิทยาศาสตร์” เรือยางอุปกรณ์ทางน้ำ  เท่านั้นที่ควรจะ “แหกกรอบ” เหล่านี้ออกมา แต่บรรดาเราๆ ท่านๆ ทั้งหลายที่ถูกครอบงำเอาไว้ด้วยทัศนคติเหล่านี้…ก็ควรจะต้องหา ทางทบทวนสิ่งต่างๆ เหล่านี้กันให้จริงๆ จังๆ ซะที… เมื่อประมาณ 125 ปีก่อนหน้าที่ “ดาริปีน” จะตีพิมพ์หนังสือเรื่อง “กำเนิดแห่งชีวิต” จะเป็นด้วย “กรอบความคิด” ที่ถูกวางเอาไว้ในแวดวง วิทยาศาสตร์ในขณะนั้นยังไม่ถึงกับแน่นหนาหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ จึง ทำให้นายแพทย์รายหนึ่งแห่งมหาวิทยาลัยกรุงเวียนนา ชื่อว่า “ฟรานซ์แอน ตัน เมสเมอริ” ที่ให้ความสนใจเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับการ ค้นคว้าเรื่องพลังลึกลับต่างๆ ในธรรมชาติ และเคยเขียนวิทยานิพนธ์ เรื่อง

เรือยาง

ส่วนตัวด้วย การเสพสมกันไปตามสภาพ ก็วิวัฒนาการไปจนหลงเหลือแต่อวัยวะเพศ อันเบ้อเรม…ส่าย’ไป-ส่ายมาบนเตียงนอน…???เรื่องลัน,ซาดิสค์’ของ “สุ1วัฒน์ ศรีเชื้อ” ในแนวนี้ ถึงจะถูกสะท้อน ออกมาแบบงงๆ-เบลอๆ ต่อแนวคิดในเรื่องทฤษฎีวิวัฒนาการอยู่บ้าง แต่ มันก็แสดงให้เห็นถึงร่องรอยอิทธิพลของลัทธิดาร์วินที่แทรกซีกอยู่ในความ คิดของใครต่อใครได้แทบทั้งหมด หรือพูดง่ายๆว่า มันมักทำให้การค้นหา- ด0 ห่วงยางเด็ก าตอบคำอธิบายเรื่องราวต่างๆ ของชีวิตในแต่ละลังคม มักจะหนีไม่พ้น ไปจากกรอบความคิดในเรื่องทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน หรือเป็นไป ตามแนวคิดที่เรืยกว่า “คิดแบบเป็นวิทยาศาสตร์” กันเป็นหลัก…การมองความเป็นมา-เป็นไปของชีวิตในแบบ “เป็นวิทยาศาสตร์” นี้ แหละ…ที่ทำให้ตัวผมเอง ไม่เพียงแต่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของลัทธิดาร่วิน แบบงงๆ-เบลอๆเท่านั้น แต่ยังมีส่วนทำให้ผมเคยตกเป็นสาวกของ “ลัทธิ มาร์กซ์”…แบบงงๆ-เบลอๆ อีกด้วยเซ่นกัน โดยไม,ได้สนใจที่จะเมาก่อน เลยว่า “ลัทธิมาร์กซ์” กับ “ลัทธิดาร่วิน”นั้น มีความเกี่ยวพ้นหรือมี อิทธิพลระหว่างกันและกันหรือไม่? อย่างไร? แต่ภายใต้ “การคิดแบบ เป็นวิทยาศาสตร์” นี่เอง ที่ทำให้การต่อล้กับการกดขี่, เอารัดเอาเปรียบโดย “ลัทธิทุนนิยม” หรือ “ลัทธิเผด็จการฟาสซิสต์” ทำให้ใครต่อใครในหลาย ต่อหลายสังคมหันไปหา “ลัทธิมาร์กซ์” โดยที่ต่างก็ไม่ค่อยจะสนใจหรือ ไม่ได้ตั้งข้อลังเกตมาก่อนเลยว่า ห่วงยางแฟนซี ท้ายที่สุดแล้ว…ไม่ว่า “ลัทธิมาร์กซ์”, “ลัทธิ ทุนนิยม” ไปจนถึง “ลัทธิเผด็จการฟาสซิสต์”…ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้ อิทธิพลของ “ลัทธิดาร่วิน” มาด้วยกันทั้งสิ้น…???จนกระทั่ง “ลัทธิมาร์กซ์” ได้เสื่อมสลายลงไปแล้ว เหลือแต่ “ลัทธิ ทุนนิยน” ทีแสดงตัวตนออกมาในรูป “ฟาสซิสต์” บ้าง “ประชาธิปไตย” บ้าง ไปตามยุคตามสมัย หรือตามสภาพแวดล้อมในแต่ละแบบ ผมเพิงได้มา อ่านหนังสือเรื่อง “ความรู้ไม่มีพรมแดน” ของ “อา1จารยํวีระ สมบูรณ์” ที่ ได้ค้นคว้าประ1วัติศาสตร์’นำมาตีแผ่’ให้เห็นถึงแรงบันดาล’ใจของทั้ง “คาร์ล มาร์กซ์” และ “ฟริทดิช แองเกลลั” 2 นักคิดทีเป็นผู้เริมด้นสถาปนา “อุดมการณ์คอมมิวนิสต์” ตามแนวทางของลัทธิมาร์กซ์ ว่าได้รับอิทธิพล มาจากทฤษฎีวิวัฒนาการของดา!วินกันยังไง? จดหมายที่ “คาร์ล มาร์กซ์” ได้เขียนไปถึง “ซาร์ลลั ดารวิน” เพื่อขอให้เขารับ “คำอุทิศ” ที่มาร์ก1ซ์จะ จารึกเอาไว้ในหน้าแรกของหนังสือเรื่อง “ทุน” (Capital) อันถือได้ว่าเป็น โครงร่างเริ่มแรกหรือเป็นรากฐานของลัทธิคอมมิวนิสต์ก้นเลยนั้น แสดง ให้เห็นถึงความเป็น “สาวกของลัทธิดาร่วิน” ได้อย่างชัดเจน…ไม่ต่างอะไรไปจากนักปรัชญาอีกรายหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้จุด ประกายความคิดให้กับ “ลัทธิฟาสซิสต์” ตามแบบฉบับของ “นาซีเยอรมัน” ชื่อว่า “เฮอร์เบิร์ต สเปนเชอร์” ที่ได้เคยประกาศเอาไว้ว่า…“พันธุที่เหลือ อยู่…คือเผ่าพันธุอันเหมาะสม” จนบรรดาชาวเยอรมันซึ่งเชื่อว่าตนเองเป็น “เผ่าพันธุอารยัน” สามารถสังหาร “เผ่าพันธุเซมาติค” อย่างชาวยิวได้ นับเป็นล้านๆ คนโดยไม่รู้สึกกังวลใจซักเท่าไหร่นัก สิ่งเหล่านี้ก็ล้’วนสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลที่ได้รับมาจากลัทธิดารวินอย่างชัดเจน…เช่นเดียวกับแนวคิดที่ปรากฏอยู่ในหลักเศรษฐศาสตร์ของ “ลัทธิ ทุนนิยม”  แพยางเป่าลม การเอาชนะการแข่งชันตามระบบตลาดเสรีในแบบฉบับของ ทุนนิยม ที่ทำให้ผู้ชนะสามารถกลืนกินผู้แพ้กันไปตามลักษณะแบบ “ปลา ใหญ่กินปลาเล็ก” หรือผู้ที่แข็งแรงกว่าและปรับตัวได้ดีที่สุดในแต่ละสภาพ ย่อมมีความชอบธรรมในการจะขจัดผู้ที่อ่อนแอกว่าหรือผู้ล้มเหลวในการ ปรับตัว เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่เรียกๆ กันว่า “กระบวนการคัดสรรทาง ธรรมชาติ” ของ “ดา!วิน” อีกนั้นเอง…16 แฅกคุกวิทยาศาสตร์ ล้างตำนาน…ดารวันส?!/แลว…วิถซ’วิตของใครต่อใครในแทบทุกสิงคม ไม่’ว่าจะอยู่ใน ห้องเรียน, นอกห้องเรียน ก็ล้วนแล้วแต่มีส่วนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลจาก แนวคิดของ

ห่วงยางเล่นน้ำ

การติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐและการคอรัปชั่นในองค์การ

อำ มาตย์ผู้หนึ่งเป็นคนที่คดโกง รับสินบนเป็นนิจ เบียดบัง ภาษี แต่ด้วยกลัวว่าตนเองทำเรื่องไม่ดีเอาไว้มาก จึงคิดที่จะทำบุญ เพื่อลบล้างความชั่ว เขามักจะทำบุญครั้งใหญ่เดือนละครั้งที่วัดเซนใน เมืองหลวง วันหนึ่งมืนักบวชเซนธุดงค์มาจากชนบท วัดที่นักบวชเซน ปฏิบัติธรรมอยู่ในเขตชนบทเป็นวัดที่ยากจน  แพยางเป่าลม เพราะเป็นเมืองเล็กๆ ที่ ห่างไกล แต่กระนั้นนายอำ๓อที่ดูแลอยู่ก็ยังแบ่งเอาข้าวสารและผักที่ ปลูกได้ครึ่งหนึ่งเป็นภาษีส่งเข้าเมืองหลวง ทำให้ซาวบ้านไม่มืกำลัง มากพอที่จะบุรณะวัดนักบวชเซนจึงธุดงค์มายังเมืองหลวงเพื่อจะร้องเรียนเรื่องที่ถูก รีดภาษี แต่ก็ถูกทหารห้ามไม่ให้เข้าไปในวังหลวง จึงมาขอจำวัดยัง วัดแห่งนี้ เมื่อนักบวชเซนที่ธุดงค์มาจากเขตชนบทเห็นอำมาตย์ก็จำได้ เพราะครั้งหนึ่งอำมาตย์ผู้นี้เคยเดินทางไปยังอำเภอของนักบวชเซนเพื่อ บอกให้นายอำเภอเก็บภาษีมากขึ้น นักบวชเซนจึงเดินไปที่ต้นไมริมทางเดิน จากนั้นก็ขึ้น’โปนั่ง สมาธิอยู่บนต้นไม้ เมื่ออำมาตย์เดินผ่านมาก็แปลกใจที่เห็นนักบวช ขึ้นไปนั่งวิปัสสนาอยู่บนต้นไม้ จึงทักท้วงด้วยความเป็นห่วง“ท่านนักบวช ท่านขึ้นไปนั่งวิปัสสนาอยู่บนที่อันตรายแบบนั้น ได้ยังไง หากมีใครไปเขย่าต้นไม้แค่เพียงเบาๆ ท่านก็อาจจะตกลงมาได้ รับบาดเจ็บ ข้าว่าท่านนักบวชน่าจะหาที่ทำวิปัสสนาที่ปลอดภัยมาก กว่านี้”อาตมาจะต้องกลัวสิ่งใด เพราะที่ที่อาตมาอยู่ยังอันตราย น้อยกว่าที่ท่านอยู่เสียอีก”อำมาตย์ได้ยินที่นักบวชเซนกล่าวก็นึกสงสัย ที่ที่ตนเองอยู่ อันตรายได้อย่างไรในเมื่อมีทหารมากมายคอยเผ่า ห่วงยางหงษ์ขาว  อีกทั้งมีคนรับใช้ คอยดูแลข้าไม่เข้าใจที่ท่านนักบวชกล่าว หากเป็นปริศนาธรรม ข้า น้อยด้อยปัญญาไม่อาจเข้าใจ ขอท่านนักบวชช่วยชี้แนะข้าน้อยด้วยเถิด”ก็ที่ที่ท่านอยู่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เมื่อผล ประโยชน์มีมาก ก็ต้องมีผู้ที่หวังตำแหน่งของท่านมาก แม้จะมีทหาร คอยคุ้มกัน มีคนคอยดูแล แต่คนเหล่านั้นก็อาจจะปองร้ายท่านได้ทุก เมื่อ ส่วนที่ที่อาตมาอยู่ไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ต่อให้นั่งอยู่บนกิ่งไม้เล็กๆ ก็คงไม่มีใครคิดมาเขย่าต้นไม้เพื่อให้อาตมา ตกลงไป”แล้วข้าน้อยต้องทำเซ่นใดถึงจะได้อยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย เซ่นท่านนักบวช” อำมาตย์ถาม เพราะเมื่อได้ยินที่นักบวชเซนชี้แนะ ก็ บังเกิดความกลัวขึ้นมาทำความดี ละเว้นความชั่ว”อำมาตย์ได้ยินคำชี้แนะของนักบวชเซนที่ก่อนหน้านี้ตนเอง เห็นว่าน่าจะเป็นผู้ที่เข้าถึงเซนอย่างลึกซึ้ง แต่เมื่อตนเองขอคำชี้แนะ กลับนำเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆ ก็เมาชี้แนะตน“ข้าผิดหวังในตัวท่านนักบวชเหลือเกิน เรื่องแค่นี้ใครก็รู้ ท่าน นักบวชไม่มีหลักธรรมที่ลึกซึ้งมากกว่านี้แล้วหรือยังไง หรือท่านดีแต่ สร้างความสงบนิ่งเพื่อเป็นภาพลวงหลอกให้ผู้อื่นเลื่อมใส” อำมาตย์ ดูแคลนนักบวชเซนนั่นเป็นหลักธรรมที่ลึกซึ้งที่สุดแล้ว และก็เป็นหลักธรรมที่ยาก ที่สุดสำหรับท่าน”ยากที่สุดสำหรับข้า ท่านนักบวชกำลังหาว่าข้าโง่ ท่านไม่ รู้หรือไงว่าข้าเป็นถึงอำมาตย์ใหญ่ ถ้าข้าโง่  ห่วงยางเด็ก ข้าคงไม่สามารถเป็น อำมาตย์ได้”อาตมาไม่ได้ว่าท่านโง่ แต่ที่ว่าเป็นหลักธรรมที่ยากที่สุด สำหรับท่าน เพราะท่านท่าไม,ได้ ท่านอาจเห็นว่าการท่าความดีเป็น เรื่องง่าย แต่ในเมื่อท่านไม่สามารถท่าความดีได้ ท่านจะบอกว่าเป็นเรองง่ายๆ ที่ใครๆ ก็รู้ได้อย่างไร” พูดจบนักบวชเซนก็ลงจากต้นไม้แล้ว เดินหายเข้าไปในวัดการทำความดีจะช่วยให้ปราศจากอันตราย หลักธรรมนี้อาจ จะเป็นหลักธรรมที่ดูเหมือนว่าเข้าใจง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่าย คน บางคนอาจจะไม่สามารถทำได้เลยจนชั่วชีวิต เพราะการทำความดี บางครั้งอาจจะได้รับผลประโยชน์น้อยกว่าการทำความชั่ว การทำ ความดีจึงไม,มีแรงจูงใจ น้อยคนนักจึงทำความดี

ห่วงยางเล่นน้ำ

การวิเคราะห์ในทางวิทยาศาสตร์ต้องมีเหตุและผลเป็นหลัก

แน่นอนว่า…ความพยายามควบคุมจินตนาการของใครต่อใครให้ เป็นไปในแนวนี้ นอกจากมันจะก่อให้เกิดความปวดห้วกับใครต่อใครกัน ขนาดหนักแล้ว มันยังก่อให้เกิดความยุ่งยากไม่น้อยแม้กระทั่งต่อตัว “นัก วิทยาศาสตร์” เรือยางสูบลม  ที่ถูกฉุดกระซากให้เข้ามาสนับสนุนจินตนาการตามแนวคิด ทฤษฏี “ดาร์วิน” กันในแต่ละราย ที่ต่างจะต้องรับหน้าที่ตอบคำถามแทน แม่มด,นางฟ้า,วิญญาณ,และเทพเจ้าทุกชนิด…หรือกระทั่งแทน “พระผู้ เป็นเจ้า”…??นับตั้งแต่ขั้นตอนแรก…ที่จะต้องรวบรวมเอาบรรดาสรรพชีวิตทั้ง หลายที่มีอยู่ในโลกปัจจุบัน รวมทั้งสรรพชีวิตที่ได้สูญหายล้มตายลงไป แล้วและปรากฏตัวอยู่ใน “ซากฟอสซิล” มาจำแนกแยกแยะให้เกิด “กลุ่ม” ที่มีลักษณะที่เชื่อมโยงกันได้ ไล่มาตั้งแต่ระดับสปีชีลั(Species) จีนัส(Genus),แฟ้มมิลี่ (Family), ออร์เดอร์ (Order), คลาส (Class),ไฟลัม (Phylum), ไปจนถึงคิงดอม (Kingdom) แล้วต้องหาทางทำให้สรรพสิ่งเหล่านี้ ไหลรวมลงไปที่เซลล์ตัวเล็กๆ ที่มี’ชื่อ1ว่า “เซลล่โปรคา’ริ’โอต” ที่เชื่อกันว่า เกิดจากการประกอบตัวขึ้นมาเองของสารเคมีเมื่อประมาณ…3,500 ล้านปี ที่แล้วนั่นเอง…เพียงแค่การจัดกลุ่มหมวดหมู่สิ่งมีชีวิตในลักษณะนี้…อันที่จริงก็น่า จะสร้างความปวดหัวให้กับบรรดาผู้สนับสนุนทฤษฏี“ เรือยางไวนิล ดาร์วิน”จนน่าจะเบื่อๆ กันไปบ้าง อย่างเช่นโดยตัว “ดาร์วิน” เองที่มีการระบุว่าได้ใช้เวลาถึง 8 ปี เพียงเฉพาะแค่การจำแนกแยกแยะหรือจัดลำดับ “อนุกรมวิธาน” (Taxonomy) ให้กับ “เพรียงหิน” เท่านั้น หรือแม้กระทั่งการถกเถียงถึงการให้คำนิยามที่ จะวางกรอบให้กับลักษณะกลุ่มชนิดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่า “สปีชีล์” ว่า กันว่าต้องใช้เวลายาวนานตลอดครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ในการถกเถียง ถึงขอบเขตคำนิยามเหล่านี้กว่าที่จะหาบทลงตัวกันได้…เมื่อมีการแยกแยะหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ออกเป็นกลุ่มๆ กันแล้ว ก็ยังต้องหาทาง “เชื่อมโยง” สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ให้มีความเกี่ยวพันกัน และกัน เพื่อแสดงออกถึงลักษณะของ “การวิวัฒนาการ” ในขั้นตอนต่างๆ ไม่ว่าโดยวิธีการเทียบเคียงลักษณะในแบบที่เรียกว่า “กายวิภาคเปรียบ เทียบ”(Comparative Anatomy), “วิทยาเอ็มบริ’โอเปรียบเทียบ” (Comparative Embryology), “สรีรวิทยาและชีวเคมีเปรียบเทียบ” (Comparative Physiology and Biochemistry),ไปจนถึงการใช้การปะติดปะต่อจากซากฟอสชิลที่เรียกว่า “บรรพชีวิตวิทยา”(Paleontology)…ความพยายามทำให้สรรพชีวิตต่างๆในแต่ละขั้นตอนวิวัฒนาการมี เรือยางลำใหญ่ ความเชื่อมโยงกัน โดยหลักใหญ่ๆแล้วมักจะใช้กรรมวิธีในแบบที่เรียกว่า “โฮโมโลยี” (Homology) หรือนำเอาส‘วนต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตที่มีตำแหน่ง อยู่ในลักษณะเดียวกันหรือมีลักษณะความสัมพันธ์กัน (Homologous) มา เทียบเคียงกันจนเกิด “ลักษณะที่เทียบเคียงกันได้” เพื่อทำให้สิ่งเหล่านี้มี ความเชื่อมโยงหรือสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน เซ่น การนำเอากระดูกคู่ขา หน้าหรือ “ระยางค์คู่หน้า” ของสัตว์บกต่างๆไม่ว่าตัวชาลามานเดอร์, จระเข้,นก,ค้างค้าว,ปลาวาฬ,ตัวตุ่น และมนุษย์ มาลัดเรียงลำดับให้เกิด จินตนาการว่าต่างก็มีความคล้ายคลึงกันทั้งในแง่ลักษณะและหน้าที่การ ทำงานของอวัยวะที่ว่านั้น…

เรือยาง